คุณธรรม 4 ประการ
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9
ทรงพระราชทานมาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านการปลูกฝังและฝึกอบรมข้าราชการตำรวจให้เป็นผู้มีจริยธรรม
ซึ่งถือเป็นหลักเทียบทางสภาพคุณงามความดี
ทั้งที่อยู่ภายในจิตใจ และที่แสดงออกทางกิริยาที่ควรประพฤติ
รู้จักแยกได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี
อะไรเป็นสิ่งไม่ดี อะไรผิด อะไรถูก
อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
ข้าราชการตำรวจ ควรน้อมนำคุณธรรม
4 ประการ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานมาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่
ได้แก่
ประการแรก : การรักษาความสัจ
ความจริงใจต่อตนเอง ที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่
เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
ประการที่สอง :
คือการรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกตนเองให้อยู่ในความสัจ
ความดี
ประการที่สาม :
คือการอดทน อดกลั้น และอดออม ไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริตไม่
ไม่ว่าด้วยประการใด
ประการที่สี่ :
คือการละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักเสียสละประโยชน์ส่วนน้อย
ของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
คุณธรรมทั้งสี่ประการนี้ ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝัง
และบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้ว
จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข
ความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ตามประสงค์
นอกจากนี้ยังต้องประกอบด้วย
ค่านิยมหลัก
( ๑ ) การยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม
( ๒ ) การมีจิตสำนึกที่ดี ซื่อสัตย์
สุจริตและรับผิดชอบ
( ๓ ) การยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์
ส่วนตน และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
( ๔ ) การยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง
เป็นธรรม และถูกกฎหมาย
( ๕ ) การให้บริการแก่ประชาชนด้วยความรวดเร็ว
มีอัธยาศัย
และไม่เลือกปฏิบัติ
( ๖ ) การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วน
ถูกต้อง
และไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
( ๗ ) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน รักษามาตรฐาน
มีคุณภาพ
โปร่งใส และตรวจสอบได้
( ๘ ) การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข
( ๙ ) การยึดมั่นในหลักจรรยาชีพขององค์การ
อุดมคติตำรวจ
( ๑ ) เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่
( ๒ ) กรุณาปราณีต่อประชาชน
( ๓ ) อดทนต่อความเจ็บใจ
( ๔ ) ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก
( ๕ ) ไม่มักมากในลาภผล
( ๖ ) มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
( ๗ ) ดำรงตนในยุติธรรม
( ๘ ) กระทำการด้วยปัญญา
( ๙ ) รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต
จริยธรรมตำรวจ
๑. ข้าราชการตำรวจต้องเคารพ
ศรัทธา และยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
(๑) จงรักภักดีและเทิดทูนพระมหากษัตริย์
พระราชินี และพระรัชทายาท
และไม่ยอมให้ผู้ใดล่วงละเมิด สนับสนุนการเมืองประชาธิปไตยด้วยศรัทธา
(๒) มีความเป็นกลางทางการเมืองไม่เป็นผู้บริหารหรือกรรมการพรรคการเมือง
และไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่พรรคการเมือง
หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น
๒. ข้าราชการตำรวจต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามบทบัญญัติแห่งธรรมนูญ
และตามกฎหมายอื่นโดยเคร่งครัด โดยไม่เลือกปฏิบัติ
๓. ข้าราชการตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
ประสิทธิผลและเกิดประโยชน์สูงสุด
โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ
ประชาชน ชุมชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ
ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
(๑) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว
กระตือรื้อร้น รอบคอบ โปร่งใส ตรวจสอบได้และเป็นธรรม
(๒) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ
ขยันหมั่นเพียร เสียสละ ใช้ปฏิญาณไหวพริบ
กล้าหาญและอดทน
(๓) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ
ความเต็มใจ ไม่ละทิ้งหน้าที่ ไม่หลีกเลี่ยงหรือปัดความรับผิดชอบ
(๔)ดูแลรักษาและใช้ทรัพย์สินของทางราชการอย่างประหยัดคุ้มค่าโดยระมัดระวังมิให้เสียหายหรือสิ้นเปลืองเยี่ยงวิญญูชนจะพึงปฏิบัติต่อทรัพย์สินของตนเอง
(๕) รักษาความลับของทางราชการและความลับที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่
หรือจากประชาชนผู้มาติดต่อราชการ
เว้นแต่เป็นการเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรม
หรือการตรวจสอบตามที่กฎหมาย กฎ ข้อบังคับกำหนด
๔. ข้าราชการตำรวจต้องมีจิตสำนึกของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เพื่อให้ประชาชน
ศรัทธาและเชื่อมั่น ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติดังนี้
(๑) มีท่ามีเป็นมิตร มีมนุษย์สัมพันธ์อันดี
และมีความสุภาพอ่อนโยนต่อประชาชนผู้รับบริการ
รวมทั้งให้บริการประชาชนด้วยความเต็มใจ
รวดเร็ว และไม่เลือกปฏิบัติ
(๒) ปฏิบัติตนให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของประชาชน
ไม่เบียดเบียน ไม่แสดงกริยาหรือท่าทางไม่สุภาพหรือไม่ให้เกียรติ
รวมทั้งไม่ใช้ถ้อยคำ กริยา หรือท่าทาง
ที่มีลักษณะหยาบคาย ดูหมิ่น หรือเหยียดหยามประชาชน
(๓) เอื้อเฟื้อ สงเคราะห์ และช่วยเหลือประชาชนเมื่ออยู่ในฐานะที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ
หรือประสบเคราะห์จากอุบัติเหตุ การละเมิดกฎหมาย
หรือภัยอื่น ๆไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้ต้องสงสัยหรือผู้กระทำผิดกฎหมายหรือไม่
(๔) ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการอย่างเคร่งครัด
การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนที่ร้องขอ
ต้องดำเนินการด้วยความเรียบร้อย
ไม่ถ่วงเวลาให้เนิ่นช้า และไม่ให้ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จแก่ประชาชน
๕. ข้าราชการตำรวจต้องหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา
เพื่อพัฒนาตนเองให้ทันโลกทันเหตุการณ์และมีความชำนาญการในงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ
รวมทั้งต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย
ระเบียบ ธรรมเนียมการปฏิบัติของส่วนราชการในกระบวนการยุติธรรม
เช่น ฝ่ายอัยการ ศาล ราชทัณฑ์ และกระทรวง
ทบวง กรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบของตน
เพื่อสามารถประสานงานได้อย่างกลมกลืนแนบเนียน
และเป็นประโยชน์ต่อราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
๖. ข้าราชการตำรวจต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตและยึดมั่นในศีลธรรมโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน
ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
(๑) ไม่ใช้ตำแหน่ง อำนาจหรือหน้าที่หรือไม่ยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่ง
อำนาจหรือหน้าที่ของตน แสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
(๒) ไม่ใช้ตำแหน่งอำนาจหรือหน้าที่
หรือไม่ยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่ง อำนาจหรือหน้าที่ของตนไปในทางจูงใจหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ
การใช้ดุลพินิจ หรือการกระทำของข้าราชการตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น
อันเป็นผลให้การติดสินใจ การใช้ดุลพินิจหรือการกระทำของผู้นั้นสูญเสียความเที่ยงธรรมและยุติธรรม
(๓)ไม่รับของขวัญนอกเหนือจากโอกาสและกาลตามประเพณีนิยมและของขวัญนั้นต้องมีมูลค่าตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประกาศกำหนด
(๔) ไม่ใช้เวลาราชการหรือทรัพย์ของราชการเพื่อธุรกิจหรือประโยชน์ส่วนตน
(๕) ไม่ประกอบอาชีพเสริมซึ่งมีลักษณะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน
หรือเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม
(๖) ดำรงชีวิตส่วนตัวไม่ให้เกิดมลทินมัวหมองต่อตำแหน่งหน้าที่
ไม่ทำผิดกฎหมายแม้เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
ไม่หมกมุ่นในอบายมุขทั้งหลาย ไม่ฟุ้งเฟ้อหรูหรา
และใช้จ่ายประหยัดตามฐานะแห่งตน
๗. ข้าราชการตำรวจต้องภาคภูมิใจในวิชาชีพ
กล้ายืนหยัดกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง
ดีงามเพื่อเกียรติศักดิ์และศักดิ์ศรีของความเป็นตำรวจ
ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
(๑) ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเคร่งครัด
(๒) ไม่สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติการในสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อคุณธรรมและศีลธรรม
(๓) ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ตนรู้หรือควรจะรู้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในการนี้ให้ทักท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้บังคับบัญชาผู้สั่ง
(๔) ไม่เลี่ยงกฎหมาย ใช้หรือแนะนำให้ใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
หรือทำให้สูญเสียความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม
๘. ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา
ข้าราชการตำรวจต้องประพฤติปฏิบัติ
ดังนี้
(๑) ประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างที่ดี
รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาและที่พึ่งของผู้ใต้บังคับบัญชา
(๒) หมั่นอบรมให้ผู้ใต้บังคับบัญชายึดถือปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณว่ากล่าวตักเตือนด้วยจิตเมตตา
และให้ความรู้เกี่ยวกับงานในหน้าที่
(๓) ปกครองบังคับบัญชาด้วยหลักการและเหตุผลที่ต้องตามทำนองคลองธรรม
ยอมรับฟังความคิดเห็น และไม่ผลักความรับผิดชอบให้ผู้ใต้บังคับบัญชา
(๔) ใช้หลักคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนอย่างเคร่งครัด
และปราศจากความลำเอียง
๙. ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน
ข้าราชการตำรวจต้องประพฤติปฏิบัติดังนี้
(๑) เคารพเชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมาย
(๒) รักษาวินัยและความสามัคคีในหมู่คณะ
(๓) ปฏิบัติต่อผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานด้วยความสุภาพ
มีน้ำใจ รักใคร่ สมานฉันท์ และมีมนุษยสัมพันธ์
รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน
(๔) อุทิศตนเอง ไม่หลีกเลี่ยงหรือเกี่ยงงาน
ร่วมมือร่วมใจปฏิบัติหน้าที่โดยยึดความสำเร็จของงานและชื่อเสียงของหน่วยเป็นที่ตั้ง
จรรยาบรรณของตำรวจ
๑. ข้าราชการตำรวจจะต้องสำนึกในการให้บริการประชาชนด้านอำนวยความยุติธรรม
และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน
เพื่อให้ประชาชนมีความเลี่ยมใส เชื่อมั่นและศรัทธา
ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
(๑) อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการร้องทุกข์
กล่าวโทษ ขออนุญาตขอข้อมูลข่าวสาร
หรือติดต่อราชการอื่นด้วยความเต็มใจ
เป็นมิตร ไม่เลือกปฏิบัติ และรวดเร็ว
เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียสิทธิหรือเสรีภาพตามกฎหมาย
(๒) สุภาพ อ่อนน้อมและให้เกียรติประชาชนเพื่อให้เกิดความน่าเคารพยำเกรง
ไม่ใช้ถ้อยคำ กริยา หรือท่าทาง ที่มีลักษณะหยาบคาย
ดูหมิ่น หรือเหยียดหยามประชาชน
(๓) ขณะที่อยู่ในเครื่องแบบหรือนอกเครื่องแบบ
ต้องดำรงตนให้อยู่ในสภาพที่พร้อมและเหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจ
(๔) พกพาอาวุธตามระเบียบแบบแผน ไม่จับหรือถืออาวุธ
หรือเล็งอาวุธไปยังบุคคลโดยปราศจากเหตุอันสมควร
(๕) พกพาเอกสารหรือตราประจำตัว และแสดงเอกสารหรือตราประจำตัวเมื่อมีบุคคลร้องขอ
๒. เมื่อเข้าจับกุมหรือระงับการกระทำผิด
ข้าราชการตำรวจต้องยึดถือและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติดังนี้
(๑) แสดงถึงการอุทิศตนและจิตใจให้แก่การปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญและมีสติปัญญา
(๒) ยืนหยัดเจตนารมณ์ในการรักษากฎหมายให้ถึงที่สุด
ไม่ประนีประนอม ผ่อนปรนหรือละเลยการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด
ทั้งนี้ให้ระลึกเสมอว่าการใช้กฎหมายจะต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมด้วย
(๓) ไม่ใช้มาตรการรุนแรง เว้นแต่การใช้มาตรการปกติแล้ว
ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องสงสัยได้๓.
ข้าราชการตำรวจต้องตระหนักว่า การใช้อาวุธ
กำลัง หรือความรุนแรงเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุด
ข้าราชการตำรวจอาจใช้อาวุธ กำลัง
หรือความรุนแรง ได้ต่อเมื่อมีความจำเป็นภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบแบบแผน
หรือเมื่อผู้กระทำความผิด หรือผู้ต้องสงสัยใช้อาวุธต่อสู้ขัดขวางการจับกุม
หรือเพื่อช่วยบุคคลอื่นที่อยู่ในอันตรายต่อชีวิตเมื่อมีการใช้อาวุธ
กำลัง หรือความรุนแรง ไม่ว่าจะมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ข้าราชการตำรวจต้องรายงานเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาตามระเบียบแบบแผนทันที
๔. ในการรวบรวมพยานหลักฐาน
การสืบสวนสอบสวน การสอบปากคำ หรือการซักถามผู้กระทำความผิด
ผู้ต้องหา ผู้ที่อยู่ในความควบคุมตามกฎหมาย
ผู้เสียหาย ผู้รู้เห็นเหตุการณ์หรือบุคคลอื่น
ข้าราชการตำรวจต้องแสดงความเป็นมืออาชีพ
โดยใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาการตำรวจ
รวมทั้งใช้ปฏิภาณไหวพริบและสติปัญญา
เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม
ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
(๑) ไม่ทำการทารุณหรือทารุณกรรมต่อบุคคล
หรือต่อบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลนั้น
(๒) ไม่ใช้ จ้างวาน หรือยุยงส่งเสริม
หรือปล่อยปละละเลยให้มีการทารุณหรือทารุณกรรมต่อบุคคล
หรือต่อบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลนั้น
(๓) ไม่กระทำการข่มขู่หรือรังควาน
หรือไม่ใช้อำนาจที่มิชอบ หรือแนะนำเสี้ยมสอนบุคคลให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือปรักปรำผู้อื่น
(๔) ไม่กักขังหรือหน่วงเหนี่ยวบุคคลที่ยังไม่ได้ถูกจับกุมตามกฎหมาย
เพื่อการสอบปากคำ
(๕) ไม่ใช้อำนาจที่มิชอบเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน
๕. ข้าราชการตำรวจต้องควบคุมดูแลบุคคลที่อยู่ในการควบคุมของตนอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายและมีมนุษยธรรม
ซึ่งต้องประพฤติปฏิบัติ ดังนี้
(๑) ไม่ผ่อนปรนให้บุคคลนั้นมีสิทธิหรือได้ประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผน(๒)
ไม่รบกวนการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลกับทนายความตามสิทธิแห่งกฎหมาย
(๓) จัดให้บุคคลได้รับการรักษาพยาบาลหรือการดูแลทางการแพทย์ตามสมควรแก่กรณี
เมื่อบุคคลนั้นมีอาการเจ็บป่วยหรือร้องขอ
(๔) ไม่ควบคุมเด็กและเยาวชนร่วมกับผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ใหญ่
หรือไม่คุมขังผู้หญิงร่วมกับผู้ชาย
เว้นแต่เป็นกรณีที่มีกฎหมายและระเบียบแบบแผนอนุญาต
๖. ข้อมูลข่าวสารที่ข้าราชการตำรวจได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ
๑๙ หรือจากการปฏิบัติหน้าที่อื่น
ข้าราชการตำรวจจะต้องรักษาข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นความลับอย่างเคร่งครัด
เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์หรือชื่อเสียงของบุคคล
หรืออาจเป็นคุณหรือโทษทั้งต่อผู้เสียหายหรือผู้กระทำความผิดข้าราชการตำรวจจะเปิดเผยข้อมูลนั้นได้
ต่อเมื่อมีความจำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเพื่อประโยชน์ในราชการตำรวจที่ชอบด้วยกฎหมาย
หรือเพื่อการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น